Welcome to MNYTECHNIC & SUPPLY.

ที่อยู่ 300/15 หมู่ 7 ต.พานทอง อ.พานทอง จ.ชลบุรี 20160 โทร : 062-429-2592

Categories
Uncategorized

มารู้จักน้ำยาแอร์กันว่ามีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร?

มารู้จักน้ำยาแอร์กันว่ามีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร?

น้ำยาทำความเย็น (Refrigerant) หรือ สารทำความเย็น ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “น้ำยาแอร์” เป็นสารเคมีที่อยู่ในแอร์เพื่อสร้างความเย็นให้กับห้องของคุณ โดยน้ำยาแอร์ปัจจุบันที่ยังใช้กันอยู่หลักๆ ในประเทศไทยมี 3 ประเภทด้วยกันคือ R22 , R410A และ R32 ซึ่งน้ำยาแอร์แต่ละตัวนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยการเลือกใช้จะต้องคำนึงถึงค่า ODP (ดัชนีวัดการทำลายโอโซน), GWP (ดัชนีชี้วัดผลกระทบภาวะโลกร้อน), Cooling Capacity (ประสิทธิภาพการทำความเย็น) ซึ่งแต่ละค่ามีผลต่อการทำความเย็นและสภาพแวดล้อม เรามาดูข้อดีและข้อเสียแต่ละชนิดกันเลย

1. สารทำความเย็น R22

สารทำความเย็น R22 เป็นน้ำยารุ่นที่เก่าที่สุด และถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นิยมนำมาใช้กับแอร์ตามบ้านเรือนทั่วไป ซึ่งมีคุณสมบัติคือ ไม่มีพิษ ไม่มีกลิ่น และความถ่วงจำเพาะของสารในสถานะก๊าซจะหนักกว่าอากาศโดยที่สารเหล่านี้จะมีจุดเดือดที่ต่ำกว่า สารทั่วไป จึงถูกนำมาใช้ในการทำความเย็น โดยที่สารทำความเย็นที่มีจุดเดือดต่ำจะถูกใช้ในการทำความเย็นที่อุณหภูมิต่ำ และสารทำความเย็นที่มีจุดเดือดสูงจะถูกใช้ในทำความเย็นที่อุณหภูมิสูง ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

มีค่า ODP = 0.05 ค่า GWP = 1810 และมีค่า Cooling Capacity = 100

ข้อดีของสารทำความเย็น R22

– สาร R22 ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมนุษย์
– สาร R22 ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม A1 คือ เป็นสารที่ไม่ติดไฟ จึงมีความปลอดภัยในการใช้งาน

ข้อเสียของสารทำความเย็น R22

– สาร R22 มีค่า ODP สูง ซึ่งส่งผลต่อการทำลายชั้นโอโซนสูง
– สาร R22 มีค่าที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก
– สาร R22 หากรั่วออกมาสู่อากาศจำนวนมากจะส่งผลอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ

2. สารทำความเย็น R410A

สารทำความเย็นที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ทดแทน R22 เป็นหนึ่งในหลายสารทดแทน R22 ซึ่งมีความโดดเด่นมากที่สุด มันถูกออกแบบเพื่อใช้กับระบบของตัวมันเองโดยเฉพาะ และให้ความสามารถในการทำความเย็นมากกว่า R22 ถึง 40% แต่มีข้อด้อยเพียงนิดคือไม่สามารถใช้ได้กับระบบน้ำยา R22 ได้ ซึ่งน้ำยา R410A มีความสามารถในการทำความเย็นที่ให้ประสิทธิภาพการทำความเย็นสูง ประหยัดพลังงานบำรุงรักษาง่าย ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ ใช้งานได้นานปี และน้ำยา R410A ยังเป็นการประยุกต์ข้อดีของสารทำความเย็น ในระบบเครื่องทำความเย็นมาใช้กับเครื่องปรับอากาศในอาคาร ด้วยอาศัยหลักการนำความร้อนได้เร็ว ดังนั้น เมื่อท่านเข้าไปในห้องแล้วเปิดเครื่องปรับอากาศจึงไม่แปลกเลยถ้า R410A จะทำความเย็นได้เร็วและเฉียบกว่า R22

มีค่า ODP = 0 มีค่า GWP = 2090 และมีค่า Cooling Capacity = 141

ข้อดีของสารทำความเย็น R410A

– เป็นน้ำยาที่คิดค้นมาทดแทน R22
– ประสิทธิภาพการทำความเย็นที่ดีกว่า จึงทำให้กินไฟน้อยลง
– เป็นสารทำความเย็นที่ไม่ติดไฟ
– มีค่า ODP ไม่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ

ข้อเสียของสารทำความเย็น R410A


– ราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่า R22 ค่อนข้างมาก
– มีค่า GWP สูง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก
– กรณีที่น้ำยาเกิดรั่วในระบบเครื่องปรับอากาศ R-410A ต้องถ่ายทิ้งให้เป็นศูนย์ แล้วจึงเติมเข้าไปใหม่อีกรอบ ไม่สามารถเติมเพิ่มจากเดิมเข้าไปได้

3. สารทำความเย็น R32

สารทำความเย็น R32 เป็นสารทำความเย็น รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน และช่วยลดการปล่อยสาร CFC ที่ทำลายชั้นบรรยากาศ ซึ่งสารทำความเย็น R32 นี้ มีประสิทธิภาพการทำความเย็นสูง มีคุณสมบัติที่นอกจากไม่ทำลายชั้นโอโซนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนน้อยกว่าสารทำความเย็นปัจจุบัน R410A ถึง 3 เท่า และยังให้ประสิทธิภาพการทำความเย็นมากกว่า R22 ถึง 60%

มีค่า ODP = 0 มีค่า GWP = 675 และมีค่า Cooling Capacity = 160

ข้อดีของสารทำความเย็น R32


– สาร R32 ใช้สารทำความเย็นน้อยกว่าสารรุ่นเดียวกัน
– จุดเดือดของน้ำยา R32 มีค่าต่ำ ทำให้คอมเพลสเซอร์ทำงานเบาสุด ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการทำความเย็นดีและเร็วกว่า R22 และ R410A
– ประหยัดพลังงานมากที่สุด
– ราคาถูก และไม่มีสารทำลายโอโซน

ข้อเสียของสารทำความเย็น R32

– สาร R32 จัดอยู่ในกลุ่ม A2 ซึ่งมีคุณสมบัติติดไฟได้เล็กน้อย ต่างจากสารชนิดอื่นที่อยู่ในกลุ่ม A1 แต่การที่สาร R32 จะติดไฟได้นั้น ต้องอาศัยความเข้มข้นของน้ำยาพอสมควร หากน้ำยามีความเข้มข้นน้อยก็จะติดไฟได้น้อย หากเข้มข้นมากก็จะติดไฟได้มาก จึงให้นำมาใช้ในแอร์ขนาดเล็กที่ต่ำกว่า 24000 บีทียู

สรุป

ในปัจจุบันมีการรณรงค์ให้หันมาใช้ น้ำยาแอร์ชนิด R32 มากขึ้น และเลิกใช้น้ำยา R22 ในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ยกเลิกการใช้สาร R22 อีกทั้งสารทำความเย็น R32 ยังส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนน้อยกว่าสารทำความเย็นในปัจจุบัน อย่างสาร R410A ถึง 3 เท่า และยังมีประสิทธิภาพทำความเย็นมากกว่า R22 ถึง 60% แต่สำหรับแอร์ที่ยังใช้น้ำยา R22 อยู่ ก็ยังสามารถใช้ได้เหมือนเดิม



Categories
Uncategorized

การใช้แอร์ให้ประหยัดพลังงาน

การใช้แอร์ให้ประหยัดพลังงาน

การใช้แอร์ให้ประหยัดพลังงานเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วย นอกจากการตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสมแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ เพื่อประหยัดพลังงานของแอร์ได้ดังนี้

ปิดหรือเปิดแอร์ตามความจำเป็น

ปิดหรือเปิดแอร์ตามความจำเป็นและตามจำนวนคนในห้อง เช่น ในกรณีที่ไม่มีคนในห้องให้ปิดแอร์ เพื่อประหยัดพลังงาน

ใช้โหมดอัตโนมัติหรือโหมดออกแบบเฉพาะ

หลายรุ่นของแอร์มีโหมดที่ออกแบบมาเพื่อประหยัดพลังงาน ใช้โหมดอัตโนมัติเพื่อให้แอร์ปรับตัวตามอุณหภูมิห้องโดยอัตโนมัติ หรือใช้โหมดเฉพาะที่ตั้งไว้เพื่อประหยัดพลังงานในช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

รักษาความสะอาดและบำรุงรักษาเครื่อง

การรักษาความสะอาดและการบำรุงรักษาเครื่องแอร์เป็นประจำจะช่วยให้การทำงานของเครื่องมีประสิทธิภาพสูง ไม่ให้เกิดการเสียหายและใช้พลังงานมากเกินไป

ใช้พลังงานจากแหล่งที่พลังงานสะอาด

หากเป็นไปได้ ใช้แหล่งพลังงานที่สะอาดเช่นพลังงานทดแทนหรือพลังงานที่มีอยู่และรวดเร็ว

ตรวจสอบฟิลเตอร์แอร์เป็นประจำ

การรักษาความสะอาดและการเปลี่ยนฟิลเตอร์แอร์เป็นประจำช่วยให้การไหลของอากาศเป็นไปได้ดีขึ้น ทำให้แอร์ทำงานได้มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น

 
Categories
Uncategorized

ระบบ VRV และ VRF สำหรับแอร์โรงงาน

ระบบ VRV และ VRF สำหรับแอร์โรงงาน

ระบบปรับอากาศ VRV (Variable Refrigerant Volume) และ VRF (Variable Refrigerant Flow) เป็นเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมอุณหภูมิในอาคารขนาดใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า และสำนักงาน ระบบเหล่านี้มีความสามารถในการปรับปริมาณสารทำความเย็นตามความต้องการใช้งานจริง ทำให้ประหยัดพลังงานและมีความยืดหยุ่นสูง

ความหมายและหลักการทำงานของระบบ VRV และ VRF

ระบบ VRV (Variable Refrigerant Volume) และ VRF (Variable Refrigerant Flow) เป็นเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมอุณหภูมิในอาคารขนาดใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า และสำนักงาน ระบบเหล่านี้มีความสามารถในการปรับปริมาณสารทำความเย็นตามความต้องการใช้งานจริง ทำให้ประหยัดพลังงานและมีความยืดหยุ่นสูง

ข้อดีของระบบ VRV และ VRF สำหรับแอร์โรงงาน

  • ประหยัดพลังงาน: ระบบ VRV และ VRF สามารถปรับการทำงานตามความต้องการใช้งานจริง ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานและลดค่าไฟฟ้าได้อย่างมาก
  • ความยืดหยุ่นในการติดตั้ง: ระบบเหล่านี้สามารถติดตั้งได้ในอาคารที่มีความซับซ้อน และสามารถเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนหน่วยภายในได้ตามความต้องการใช้งาน
  • การควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ: ระบบ VRV และ VRF สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถรักษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการผลิตในโรงงาน
  • ลดเสียงรบกวน: เนื่องจากคอมเพรสเซอร์ทำงานอย่างต่อเนื่องและมีการปรับความเร็วตามการใช้งานจริง ทำให้ระดับเสียงรบกวนจากการทำงานของระบบต่ำลง
  • การบำรุงรักษาง่าย: ระบบ VRV และ VRF มีโครงสร้างที่ซับซ้อนน้อยกว่าระบบปรับอากาศอื่น ๆ ทำให้การบำรุงรักษาทำได้ง่ายและสะดวก

การใช้งานระบบ VRV และ VRF ในโรงงานอุตสาหกรรม

การนำระบบ VRV และ VRF มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมมีข้อดีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอุณหภูมิในพื้นที่การผลิต การลดความชื้นในอากาศเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา หรือการสร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายสำหรับพนักงาน ทั้งนี้ ระบบยังสามารถปรับการทำงานตามจำนวนคนในพื้นที่หรือเครื่องจักรที่กำลังทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

สรุป

ระบบ VRV และ VRF เป็นเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูงในการควบคุมอุณหภูมิในอาคารขนาดใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ด้วยความสามารถในการปรับการทำงานตามความต้องการใช้งานจริง ทำให้ระบบเหล่านี้เป็นตัวเลือกที่ดีในการประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงงาน การเลือกใช้ระบบ VRV และ VRF ในโรงงานอุตสาหกรรมจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานไปพร้อมกัน
Categories
Uncategorized

ความแตกต่างระหว่างแอร์บ้านและแอร์โรงงาน

ความแตกต่างระหว่างแอร์บ้านและแอร์โรงงาน

1. ขนาดและกำลังของ BTU

แอร์บ้านมักจะมีขนาดเล็กกว่าแอร์โรงงาน โดยทั่วไปจะมีค่า BTU อยู่ที่ประมาณ 6,000 ถึง 40,000 BTU ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานในห้องพักหรือพื้นที่ภายในบ้าน ขณะที่แอร์โรงงานหรือแอร์อุตสาหกรรมจะมีค่า BTU สูงกว่า 150,000 BTU ขึ้นไป เพื่อรองรับการทำความเย็นในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่.

2. ระบบการทำงาน

แอร์บ้านส่วนใหญ่ใช้ระบบ Split Type ที่มีหน่วยคอยล์เย็นติดตั้งภายในบ้านและหน่วยคอยล์ร้อนติดตั้งภายนอกบ้าน ทำให้สะดวกในการติดตั้งและบำรุงรักษา ในทางกลับกัน แอร์โรงงานมักจะใช้ระบบ Chiller หรือระบบ VRV/VRF ที่มีการแลกเปลี่ยนความร้อนด้วยน้ำและใช้พัดลมขนาดใหญ่ในการระบายความร้อน ซึ่งสามารถทำงานต่อเนื่องได้เป็นเวลานานและมีประสิทธิภาพสูงในการทำความเย็นในพื้นที่กว้าง.

3. วัสดุและโครงสร้าง

แอร์โรงงานมักถูกสร้างจากวัสดุที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง เช่น เหล็ก สแตนเลส หรืออลูมิเนียม เพื่อให้สามารถทนต่อการใช้งานหนักและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าปกติ ขณะที่แอร์บ้านใช้วัสดุที่เบาและเหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปในครัวเรือน.

4. ค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษา

การติดตั้งและบำรุงรักษาแอร์โรงงานจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าแอร์บ้าน เนื่องจากมีความซับซ้อนและต้องการช่างผู้เชี่ยวชาญในการดูแล แต่ในระยะยาวแอร์โรงงานจะมีความคุ้มค่าเนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานและความทนทานที่สูงกว่าแอร์บ้าน.

5. ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

แอร์โรงงานมักจะมีระบบควบคุมที่ซับซ้อนและสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานตามความต้องการได้มากกว่าแอร์บ้าน เช่น การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้มากขึ้นในระยะยาว.

สรุป

การเลือกใช้งานแอร์บ้านหรือแอร์โรงงานขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและความต้องการของพื้นที่นั้นๆ แอร์บ้านเหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่เล็กๆ ภายในบ้าน ขณะที่แอร์โรงงานเหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ขนาดใหญ่และต้องการความทนทานและประสิทธิภาพสูง.

Categories
Uncategorized

เปิดแอร์หน้าฝน เลือกโหมดไหนแอร์เย็นฉ่ำ แถมประหยัดค่าไฟ

เปิดแอร์หน้าฝน เลือกโหมดไหนแอร์เย็นฉ่ำ แถมประหยัดค่าไฟ

หน้าฝนเป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นสบาย แต่อาจทำให้รู้สึกอับชื้นได้ เนื่องจากมีความชื้นในอากาศสูง ดังนั้นจึงควรเปิดแอร์เพื่อปรับอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม ช่วยให้รู้สึกเย็นสบายและสดชื่นขึ้น แต่ทราบหรือไม่ว่าการเปิดแอร์ในช่วงหน้าฝนนั้นหากเราพบเทคนิคดีๆ จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำ แถมไม่เปลืองค่าไฟ ซึ่งเรามีทริคพิเศษมาแนะนำ

  • เวลาเปิดแอร์หน้าฝน แนะนำให้เลือกโหมด Dry หรือ ลดความชื้น เป็นหลัก เพราะโหมดนี้เป็นการปรับความเร็วของพัดลม ให้อยู่รอบต่ำ เพื่อให้เกิดการสบายตัว และประหยัดไฟ
  • นอกจากนี้ยังแนะนำให้เปิดโหมด Self Cleaning เป็นการทำความสะอาดแผงคอยล์เย็นเพื่อไม่ให้มีเชื้อโรค และสิ่งสกปรกต่างๆ ในอากาศชื้นมาสะสมที่แอร์ นอกจากแอร์สะอาดแล้วยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย
  • เปิดแอร์โหมด ECO จะช่วยประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่มีอากาศชื้น
  • ใช้แอร์ระบบ Inverter จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มากขึ้น
  • กำหนดเวลาใช้งานอย่างชาญฉลาด ในช่วงฤดูฝน อุณหภูมิจะลดลงในตอนเย็น หรือตอนเช้าตรู่
  • เปิดพัดลมไปพร้อมกับการเปิดแอร์ช่วยประหยัดไฟ ด้วยการเปิดแอร์ที่ 27-28 องศาเซลเซียส เพียงพอต่อความเย็นสบายเท่ากับ 25 องศาเซลเซียส
  • เปิดหน้าต่าง ปิดแอร์ ใช้ประโยชน์จากอากาศตามธรรมชาติ ให้เปิดหน้าต่าง หรือใช้พัดลมดูดอากาศเพื่อให้อากาศในห้องถ่ายเท และรับความเย็นสดชื่นจากข้างนอก

ที่มา https://www.sanook.com/women/242069/

Categories
Uncategorized

เทคนิคใช้เครื่องปรับอากาศหน้าฝน ได้ทั้งอากาศเย็น สุขภาพดี ใช้งานยาวนาน

เทคนิคใช้เครื่องปรับอากาศหน้าฝน ได้ทั้งอากาศเย็น สุขภาพดี ใช้งานยาวนาน

หลังจากที่เครื่องปรับอากาศภายในบ้านของเราต้องทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อมอบอากาศเย็นสบายตลอดช่วงฤดูร้อน และยังต้องรับบทหนักอย่างต่อเนื่องในการทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงฤดูฝนที่มีทั้งอากาศร้อน อากาศเย็น และความชื้น ซึ่งหากเครื่องปรับอากาศภายในบ้านไม่ได้รับการตรวจเช็กสภาพและการบำรุงรักษาที่เหมาะสม ก็อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวม เช่น ทำความเย็นได้ช้าลง กินไฟมากขึ้น และยังอาจส่งผลให้อายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศสั้นลงอีกด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกทุกคนในครอบครัวจะได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบายและช่วยดูแลสุขภาพ แม้ในวันที่สภาพอากาศนอกบ้านจะเต็มไปด้วยความเปียกแฉะ อีกทั้งยังรวบรวมวิธีการยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศภายในบ้านให้ยาวนานยิ่งขึ้น แม้ต้องใช้งานในสภาพอากาศที่ยากต่อการคาดเดา ดังนี้

3 เคล็ดลับใช้เครื่องปรับอากาศหน้าฝน

  1. ตั้งค่าเครื่องปรับอากาศด้วยอุณหภูมิและโหมดที่เหมาะสม

    ในช่วงระหว่างฝนตกที่อุณหภูมิมักจะเย็นกว่าปกติ เราควรปรับอุณหภูมิภายในบ้านให้ต่ำกว่าอากาศภายนอก โดยอยู่ที่ประมาณ 18-23 องศา เพื่อให้คอยล์ระบายความร้อนได้ทำงาน และสามารถส่งลมเย็นภายในห้องได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความเย็นในช่วงฤดูฝน ควรเลือกตั้งค่าเครื่องปรับอากาศภายในบ้านด้วยการใช้โหมดไล่ความชื้น (Dry Mode) เพื่อขจัดความชื้นส่วนเกินภายในบ้าน ซึ่งจะช่วยมอบความเย็นพร้อมความแห้งสบาย ไม่ให้เกิดความรู้สึกเหนอะหนะ และเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ลมจากเครื่องปรับอากาศโดนตัวของคนในครอบครัวโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลให้เจ็บป่วยได้ ใช้เครื่องปรับอากาศฤดูฝนใช้เครื่องปรับอากาศฤดูฝนใช้เครื่องปรับอากาศฤดูฝน
  2. การดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศเพื่อความปลอดภัยในฤดูฝน

    ด้วยสภาพอากาศชื้นซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราและกลิ่นอับ เราจึงควรทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ โดยควรล้างเครื่องปรับอากาศเป็นประจำทุก ๆ 6 เดือน นอกจากนี้ก่อนปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศภายในบ้านในช่วงฤดูฝนควรใช้ฟังก์ชั่น Auto cleaning ไล่ความชื้นบนแผงคอยล์เย็น เพื่อป้องกันความชื้นสะสมในเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่มีให้บริการอยู่ในเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน
    สำหรับในกรณีที่เกิดเหตุไฟฟ้าขัดข้องหรือไฟดับเป็นเวลานานจากฝนที่ตกหนัก แนะนำให้สับเบรกเกอร์เครื่องปรับอากาศลงก่อน และติดต่อช่างหรือศูนย์บริการใกล้บ้าน
  3. เลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง

    เพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องปรับอากาศให้ยาวนาน ควรเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มาพร้อมประสิทธิภาพในการทำงานสูง แข็งแรง ทนทาน

ที่มา https://www.sanook.com/women/228865/

Categories
Uncategorized

วิธีป้องกันไฟตกแอร์ไม่เย็น แอร์เสียเปิดไม่ติดที่คุณไม่ควรพลาด!!

วิธีป้องกันไฟตกแอร์ไม่เย็น แอร์เสียเปิดไม่ติดที่คุณไม่ควรพลาด!!

ระวัง! ปัญหาไฟตกระหว่างใช้แอร์ เพราะปัญหาไฟตก หรือไฟกระชาก จะทำให้แอร์ของคุณหยุดทำงานอย่างกะทันหัน  โดยอาจทำให้แผงวงจรเกิดความเสียหายได้ และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แอร์เสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ไฟตกจะทำให้แอร์ดับ ตัวเครื่องหยุดการทำงาน หรือมีรอบการหมุนของพัดลมแอร์ช้าลง จนทำให้เกิดปัญหา ไฟตกแอร์ไม่เย็น แล้วแบบนี้จะต้องทำอย่างไร?

ใครที่ไม่อยากเจอกับปัญหาไฟตกบ่อยๆ และอยากให้แอร์มีอายุการใช้งานยาวนาน วันนี้จะมาแนะนำวิธีป้องกันปัญหาไฟตกให้กับคุณ เพื่อให้คุณได้ใช้งานแอร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่ต้องมาคอยกังวลว่าไฟจะตกอีกต่อไป!!

ปัญหาของไฟตกคืออะไร ?

ปัญหาไฟตกเป็นปัญหาที่สามารถเกิดได้กับทุกที่ ซึ่งเกิดจากการที่แรงดันไฟฟ้าถูกปล่อยออกมาไม่คงที่ ทำให้กระแสไฟไม่เพียงพอที่จะใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และไม่สามารถใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นได้ ไม่เพียงเท่านั้นการที่ไฟตกบ่อยๆ ยังส่งผลต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น

  • ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะใช้มอเตอร์ในการทำงาน หากไฟตก หรือไฟกระชากบ่อยๆ อาจทำให้มอเตอร์ภายในไหม้ได้
  • ทำให้อายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกกระชากไฟไป มีอายุการใช้งานที่น้อยลงกว่าปกติ และมีผลต่อวงจรภายในเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ
  • ทำให้เกิดความเสียหายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าหยุดทำงาน เพราะส่วนใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างแอร์ เมื่อถูกกระชากไฟไป จะทำให้ระบบการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าดับลง เป็นผลทำให้ตัวเครื่องได้รับความเสียหาย เช่น อาจทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าไหม้ได้
  • ปัญหาไฟตกไม่ได้เพียงทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหยุดทำงานเท่านั้น แต่อาจทำให้ระบบภายในเกิดความเสียหายได้ และเมื่อระบบเสียหายก็จะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้ารวน เป็นผลทำให้ให้เครื่องใช้ไฟฟ้าอาจจะติดๆ ดับๆ อยู่บ่อยครั้งแม้จะไม่เกิดไฟตกแล้วก็ตาม

วิธีการสังเกตว่าไฟตกหรือไม่

  • ดูว่าหลอดไฟมีการกะพริบถี่ๆ หรือเปล่า
  • สังเกตว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีการทำงานที่ช้าลงหรือไม่
  • ไฟฟ้าอาจจะไม่ดับในทันที แต่อาจจะค่อยๆ ดับลงอย่างช้าๆ

หากเกิดเหตุการณ์ไฟตกบ่อยๆ จะส่งผลกระทบกับแผงวงจรของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และยังเป็นอันตรายกับผู้ใช้งานอีกด้วย หากไฟตกตอนเปิดใช้งานแอร์อยู่ เมื่อกระแสไฟไม่เพียงพอต่อการทำงานของแอร์ ก็จะทำให้แอร์ไม่สามารถทำความเย็นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้เมื่อไฟตกแอร์จึงไม่เย็น ยิ่งถ้าไฟตกต่ำกว่า 200 โวลต์ (กำลังไฟฟ้าปกติจะอยู่ประมาณ 220 – 240 โวลต์) อาจจะทำให้มอเตอร์ไหม้ได้ อีกทั้งยังจะทำให้คอยล์เย็น และคอยล์ร้อนของคอมเพรสเซอร์แอร์เสื่อมสภาพเร็วขึ้นอีกด้วย

 

สาเหตุที่ทำให้ไฟตก

  • ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายเครื่องพร้อมกัน เพราะมีการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายเครื่องพร้อมๆ กัน หรือมีการจ่ายกำลังไฟที่มากเกินไป ซึ่งไม่เพียงพอกับปริมาณของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จนทำให้ไฟถูกกระชากจนเกิดปัญหาไฟตก
  • ปัญหาของสายไฟ การที่คุณใช้สายไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน จะทำให้ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาได้น้อย ไม่เพียงพอต่อการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน หรืออาจจะเกิดจากกรณีที่สายไฟชำรุด เป็นผลให้ไม่สามารถส่งกำลังไฟได้อย่างเต็มที่
  • อยู่ไกลจากสถานีจ่ายไฟ ปัญหานี้มักจะพบตามบ้านต่างจังหวัด หรือพื้นที่ที่อยู่ไกลจากสถานีจ่ายไฟฟ้า เนื่องจากมีการลากสายยาวจนเกินไป ทำให้แรงดันไฟฟ้าไม่พอ และถ้ายิ่งบริเวณนั้นไม่มีหม้อแปลงด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาไฟตกได้อย่างแน่นอน
  • สถานีไฟฟ้าจ่ายไฟให้น้อย นอกจากจะอยู่ไกลจากสถานีจ่ายไฟแล้ว ถ้าหากสถานีไฟฟ้าจ่ายไฟให้น้อย ก็ยิ่งทำให้แรงดันไฟฟ้าไม่เพียงพอ เป็นผลทำให้ไฟตกได้เช่นเดียวกัน
  • การซ่อมบำรุงไฟฟ้า บางครั้งปัญหาไฟตกก็อาจจะเกิดจากการซ่อมแซม หรือทดสอบระบบไฟฟ้า เพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาดในอนาคต เป็นผลให้ไฟที่ส่งมาไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดปัญหาไฟตกในช่วงเวลาสั้นๆ หากซ่อมเสร็จเรียบร้อยไฟก็จะกลับมาเหมือนเดิม

นอกจากสาเหตุข้างต้นแล้ว ก็อาจเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เช่น ในช่วงที่เกิดฝนตก ฟ้าร้องบ่อยๆ การที่สภาพอากาศแปรปรวนจะทำให้การทำงานของกระแสไฟฟ้าไม่คงที่ อย่างที่เรามักจะได้ยินว่าช่วงที่ฝนตกไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ นั่นเอง

ที่มา https://globalhouse.co.th/globalidea/detail/322

Categories
Uncategorized

อากาศร้อน ทำให้แอร์ยิ่งทำงานหนักจริงหรือ?

อากาศร้อน ทำให้แอร์ยิ่งทำงานหนักจริงหรือ?

หลายทราบกันดีอยู่แล้วว่า บ้านเราเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนอบอ้าว ยิ่งหน้าร้อนก็ยิ่งร้อนจนทำให้หลายคนอาจจะหงุดหงิด ไม่สบายตัว ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบอากาศเย็นมากกว่าอากาศร้อน ทำให้ เครื่องปรับอากาศ เป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นสำหรับหลายบ้าน เพื่อคลายร้อน แต่ก็ต้องแลกกับการที่เราจะต้องมาเสียค่าไฟ เสียค่าใช้งานจากการที่เราใช้แอร์ เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟเปลืองมากที่สุด และยิ่งต้องมาสู้กับสภาพอากาศบ้านเราแล้วด้วย ต้องบอกเลยว่า ต้องจ่ายค่าไฟมหาศาลในแต่ละเดือน หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ยิ่งเปิดแอร์หน้าร้อน ก็จะยิ่งทำให้แอร์ทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องสู้กับอากาศที่ร้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีเทคนิคหลายอย่างในการใช้งานแอร์ ที่จะทำให้เราสามารถประหยัดไฟไปได้เยอะในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ และสำหรับหลายคนที่สงสัยว่า การที่เราเปิดแอร์ในอากาศที่ร้อนนั้น จะยิ่งทำให้แอร์ทำงานหนักจริงหรือไม่ วันนี้ทาง SN Service เราจะมาพูดถึงประเด็นดังกล่าว เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับหลายคนที่ใช้งานแอร์อยู่เป็นประจำ เพราะบางคนอาจะกังวลในเรื่องของค่าใช้จ่าย คือสังเกตเห็นได้ชัดเลยว่า การเปิดแอร์ในหน้าร้อนหรือในช่วงที่มีอากาศร้อนนั้น ค่าไฟจะพุ่งสูงเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

สำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้านนั้น หลายต่อหลายครั้งอาจจะทำงานหนักเกินความจำเป็นเนื่องจากความร้อนและปัจจัยสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน เพื่อประหยัดพลังงานและยืดระยะเวลาการทำงานของเครื่องปรับอากาศไปในตัวควรที่หมั่นดูแลและตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าอากาศร้อนจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจจะทำให้แอร์ต้องทำงานหนัก แต่ความจริงแล้ว ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักเสียทีเดียว เพราะการที่แอร์ของเราทำงานหนักนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นคอยล์ร้อน ที่อาจจะติดตั้งในฝั่งที่มีแสงแดดส่องถึงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีร่มบังแดดบังฝนอาจจะทำให้เครื่องปรับอากาศร้อนขึ้นได้ง่าย ซึ่งควรที่จะทำพื้นที่ในการบังแดด เพื่อที่จะยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศและมีอากาศเย็นๆ ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เปิด หรือหากภายนอก มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ติดกับกำพงจนเกินไปหรือมีสิ่งกีดขวางการระบายความร้อนของเครื่องคอมเพรสเซอร์ ลมร้อนที่ถูกส่งออกมาจะถึงส่งกลับเข้าไปอีกครั้งจึงทำให้เครื่องปรับอากาศส่งลมร้อนออกมา ฉะนั้นควรที่จะเปลี่ยนตำแหน่งใหม่หรือเอาสิ่งกีดขวางออก นอกจากนี้ ผลกระทบที่ส่งผลมากที่สุดคือความร้อนแรงของแสงแดด หากห้องมีผนังที่ค่อนข้างบางล่ะก็จะสามารถทำให้ความร้อนจากแสงแดดเข้ามาสู่ภายในได้ ฉะนั้นหากผนังบ้านบางนั้นควรที่จะหาวัสดุกันความร้อนหรือทาสีกันความร้อนเพื่อบรรเทาความร้อนของบ้านได้ส่วนหนึ่งและทำให้เครื่องปรับอากาศของคุณทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะหลายคนอาจจะรู้สึกว่า ยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไหร่ เราก็จะปรับแอร์ให้เย็นมากขึ้น นั่นก็จะทำให้แอร์ทำงานหนัก และเสียค่าไฟไปอย่างเปล่าประโยชน์ อย่างไรก็ตาม วิธีแรกที่สุดเลย ที่จะช่วยทำให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนัก ก็คือการล้างทำความสะอาดแอร์ เพราะเมื่อแอร์มีการใช้งานไปนานๆ จะมีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าไปในตัวแอร์ และเมื่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้แอร์ไม่ค่อยเย็น ทำงานหนัก 

เปลืองไฟมากกว่าเดิม และถ้าฝุ่นละอองเข้าไปอุดตันในท่อน้ำแอร์ก็จะทำให้แอร์มีน้ำหยด การล้างแอร์เบื้องต้นด้วยการทำความสะอาดแผ่นกรองหยาบก็สามารถช่วยให้แอร์กลับมาทำงานได้ดีขึ้น หรือจะให้ช่างแอร์มาล้างให้สะอาดเอี่ยมอ่องก็จะทำให้แอร์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Cr. https://snss.co.th/อากาศร้อนทำให้แอณืทำงา/

Categories
Uncategorized

8 วิธีเปิดแอร์สู้หน้าร้อน แต่ค่าไฟไม่กระฉูด

8 วิธีเปิดแอร์สู้หน้าร้อน แต่ค่าไฟไม่กระฉูด

1. ล้างแอร์ปีละ 2 ครั้ง เป็นอย่างน้อย

        เคยสังเกตหรือไม่ว่า แม้จะลดอุณหภูมิแอร์แล้วแต่ก็ยังไม่รู้สึกเย็น นั่นเป็นเพราะว่ามีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่เข้าไปในแอร์เป็นจำนวนมากนั่นเอง นอกจากลดอุณหภูมิยังไงแอร์ก็ไม่เย็น แอร์ยังทำงานหนักขึ้นและกินไฟมากอีกด้วย ดังนั้น การล้างแอร์แบบจัดเต็ม คือการถอดล้างโดยช่างผู้ชำนาญงานเพื่อให้แอร์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แถมยังช่วยยืดอายุการใช้งานและประหยัดไฟฟ้าได้ด้วย

2. เปิดพัดลมพร้อมกับเปิดแอร์

        การเปิดพัดลมไล่ความร้อนในห้องก่อนเปิดแอร์สักพัก แล้วค่อยเปิดพัดลมพร้อมกับเปิดแอร์ โดยการเพิ่มอุณหภูมิแอร์ไปที่ 27-28 องศาก็จะช่วยลดอุณหภูมิลงมาได้อีก2-3องศาเพียงเท่านี้อากาศในบ้านก็จะเย็นสบายกำลังดีแถมไม่เปลืองไฟด้วย

3. ตั้งเวลาปิดแอร์

        ต้องบอกว่า“การตั้งเวลาปิดแอร์”นั้นถือเป็นควบคุมการใช้ชั่วโมงแอร์ ให้เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ห้องของคุณยังคงเย็นฉ่ำอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้การตั้งเวลาปิดแอร์นั้นควรทำในช่วงเวลากลางคืนโดยตั้งเวลาปิดแอร์ในระหว่างนอนหลับอยู่ที่ช่วงประมาณตี 2-3และก่อนนอนก็ควรเปิดพัดลมทิ้งไว้พร้อมกัน ก็จะช่วยให้อากาศคงความเย็นสบายตลอดคืนจะได้ไม่ตื่นกลางดึกเพราะต้องลุกขึ้นมาปิดแอร์

4. ไม่นำความชื้นเข้าห้อง

        โดยปกติแอร์จะใช้พลังงานในการทำความเย็นอยู่ที่ 30% ส่วนอีก 70% เป็นพลังงานที่ใช้จำกัดความชื้น จึงช่วยให้สภาพอากาศภายในห้องแห้งนั่นเอง ฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงการนำสิ่งของที่ก่อให้เกิดความชื้นเข้ามาในห้อง อาทิ ต้นไม้หรือการตากผ้าภายในห้อง เพราะแอร์จะทำงานหนักขึ้น

5. เลี่ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ

        หลีกเลี่ยงการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามาในห้องแอร์ อาทิ ตู้เย็น หม้อต้มน้ำร้อน เครื่องชงกาแฟ หรือเตารีด เพราะทำให้อุณหภูมิในห้องสูงขึ้น จนทำให้แอร์ต้องทำงานหนักเกินไป

6. ปิดประตูและหน้าต่างให้สนิท

        ก่อนเปิดแอร์ทุกครั้ง ควรเช็คให้ดีก่อนว่า คุณปิดประตูหรือหน้าต่างเรียบร้อยหรือยัง เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศร้อนชื้นจากภายนอกเข้ามา ทำให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้น แถมยังเป็นการเพิ่มการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองด้วย

7. ปิดไฟแล้วเปิดผ้าม่านแทน

        นอกจากแสงแดดที่ทำให้เกิดความร้อนในบ้านแล้ว แสงไฟจากหลอดไฟ ก็มีส่วนที่ทำให้บ้านร้อนเหมือนกัน ฉะนั้น เพื่อลดอุณหภูมิในบ้านช่วงเวลากลางวัน จึงควนปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น แล้วเปิดผ้าม่านรับแสงสว่างจากธรรมชาติเข้ามาทดแทน เพียงเท่านี้บ้านของคุณก็สว่างขึ้น และอากาศร้อนน้อยลงไปด้วย

8. ควรปิดแอร์ก่อนออกจากห้อง

        การปิดแอร์ก่อนออกจากห้องอย่างน้อย 30 นาที – 1 ชั่วโมง นอกจากช่วยประหยัดไฟ คุณก็ยังให้ความรู้สึกเย็นสบาย เพราะยังมีความเย็นหลงเหลืออยู่นั่นเอง

“และนี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้แอร์บ้านเย็นสบาย แถมประหยัดไฟได้อย่างคุ้มค่า”

Cr. https://elib.life.ac.th/8-วิธีเปิดแอร์สู้หน้าร้อ/

Categories
Uncategorized

จัดบ้านหน้าร้อนแบบไหนช่วยลดภาระเครื่องปรับอากาศ

จัดบ้านหน้าร้อนแบบไหนช่วยลดภาระเครื่องปรับอากาศ

บ้านเราถือได้ว่าเป็นเมืองร้อน ถึงแม้จะมีฤดูฝน ฤดูหนาวตามกฎธรรมชาติ แต่อากาศบ้านเราก็ยังร้อนอยู่ดีแทบจะไม่แตกต่างกันในแต่ละฤดู ด้วยเพราะเป็นเมืองร้อน การจะทำให้บ้านเย็นคงเป็นเรื่องที่ยากเอาการ บวกกับช่วงนี้เรากำลังประสบปัญหาไวรัส Covid-19 ทำให้หลายองค์กรมีประกาศให้ทำงานที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งแน่นอนว่าเราอาจต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

เพราะเมื่อเราต้อง Work from Home ทำให้มีการใช้เครื่องปรับอากาศกันอย่างหนักมากขึ้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายมาช่วยในเรื่องการคืนเงินประกันไฟฟ้าแล้วก็จริง แต่ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นอื่นๆ นอกเหนือจากเครื่องปรับอากาศที่ต้องเปิดใช้งานตลอดทั้งวัน หนึ่งในนั้นคือคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และโคมไฟ แล้วทำอย่างไรจะช่วยลดความร้อนในบ้าน และประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากยิ่งขึ้น

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จึงขอชวนทุกท่านมาจัดบ้าน จัดห้องใหม่เพื่อช่วยประหยัดแอร์ที่เหมาะกับช่วงหน้าร้อนและให้คุณพร้อม Work from Home ใครอยากบ้านเย็นทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

จัดแบบไหนช่วยลดภาระเครื่องปรับอากาศ

  1. เริ่มจากล้างแอร์ก่อน

เมื่อเครื่องปรับอากาศผ่านการใช้งานไปนานๆ ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกจึงสะสมอยู่มาก ทำให้ความเย็นสู้กับอุณหภูมิภายนอกที่ร้อนอบอ้าวได้ไม่เต็มที่ แอร์จึงทำงานหนักมากขึ้นและกินไฟมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากให้ช่างแอร์มาล้างแอร์แล้ว วิธีง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเองคือถอดแผ่นกรองอากาศออกมาทำความสะอาดเป็นประจำ

  1. ป้องกันแสงแดดเข้ามาในห้อง

ติดผ้าม่านหรือบานเกล็ด ยิ่งเป็นผ้าม่านที่สามารถกันความร้อนได้เป็นพิเศษยิ่งดี เพื่อป้องกันแสงแดดและความร้อนไม่ให้เข้ามามากเกินไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเปิดรับแสงแดดในบางครั้งด้วยในช่วงเวลาเช้าหรือเย็น เมื่อเปิดม่านแล้วแนะนำให้ปิดไฟ เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนในห้องมากเกินไป เท่านี้บ้านก็เย็นขึ้นแล้ว

  1. ล็อกพื้นที่เปิดแอร์

เลือกเปิดแอร์ในห้องที่ใช้งานเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ต้อง Work from Home แน่นอนว่าห้องทำงานหรือห้องนั่งเล่นจะถูกใช้เป็นพื้นที่ในการทำงาน ซึ่งห้องเหล่านั้นควรจะมีประตูปิด เพื่อไม่ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศลอดผ่านช่องประตูต่างๆ ออกไปข้างนอกได้ ควรตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสมคงที่ที่ 25 องศา นอกจากช่วยให้เแอร์ไม่ต้องทำงานหนัก ความเย็นสม่ำเสมอ ยังสามารถประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย

  1. ใช้เครื่องปรับอาากาศเคลื่อนที่

เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ หรือที่เรามักจะชินกับคำว่าพัดลมไอน้ำ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะใช้ไฟน้อยกว่าเครื่องปรับอากาศเกินกว่า 50% ให้ความเย็นเฉพาะจุดในพื้นที่ที่ต้องการ โดยอาจเปิดใช้งานในช่วงเช้าหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อนมากนัก เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดภาระไม่ให้แอร์ทำงานหนัก และประหยัดค่าไฟฟ้าได้

จัดแบบไหนช่วยลดภาระเครื่องปรับอากาศ

จัดแบบไหนช่วยลดภาระเครื่องปรับอากาศ

จัดแบบไหนช่วยลดภาระเครื่องปรับอากาศ

สุดท้ายแล้วต่อให้อากาศข้างนอกจะร้อนแค่ไหน บ้านเราก็จะเป็นบ้านเย็นอยู่เสมอ เพราะรู้วิธีจัดบ้านอย่างฉลาด ไม่ใช่แค่ทำให้บ้านเย็นเท่านั้นแต่ยังประหยัดค่าไฟอีกด้วย ด้วยความห่วงใยจาก แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

ขอบคุณภาพสวยๆ จากโครงการ บ้านชัยพฤกษ์ บางนา กม. 7 / คอนโดฯ The Key / คอนโดฯ The Room

Cr. https://www.lh.co.th/th/lh-living-concept/tips/arranging-the-house-in-summer-help-reduce-the-burden-of-air-conditioning